อาหารลดริ้วรอย

อาหารลดริ้วรอย

ผู้หญิงเมื่อมีอายุมากขึ้นก็จะเริ่มมีริ้วรอยการหย่อยของผิว เหี่ยวย่น ตีนกาต่างๆ สาเหตุของรอยเหล่านั้นเกิดจากแสงแดด มลพิษ ความเสื่อมสภาพของวัย ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังได้กล่าวว่า เราสามารถชะลอริ้วรอยนั้นได้ด้วยการกินอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ ออกกำลังกายเป็นประจำ และหลีกเลี่ยงแสงแดดจ้า

โภชนาการและการบำบัดแบบธรรมชาติ

  • กินอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพให้ครบ 3 มื้อ 5 หมู่
  • เพิ่มการกินผักและผลไม้สดให้มากขึ้น รวมทั้งสมุนไพรอย่างเช่นกระเทียมและหอมหัวใหญ่
  • กินอาหาที่มีเส้นใยอาหารสูง เช่น ข้าวซ้อมมือ ธัญพืช ถั่ว ผัก ผลไม้ ช่วยให้ผิวยืดหยุ่นดีขึ้น
  • เลือกกินโปรตีนที่ดีจากเต้าหู้ ถั่วเหลือง ผัก ปลา แทนเนื้อสัตว์เพื่อให้ได้โปรตีนซ่อมแซมผิวที่เสียหาย
  • อาหารที่มีวิตามินซีและฟลาโวนอยด์ ช่วยบำรุงพรรณและช่วยลดริ้วรอย
  • กินกรดไขมันที่ดี เช่น กรดไขมันโอเมก้า -3 ซึ่งเปรียบเหมือนมอยส์เจอไรเซอร์ ช่วยให้ผิวชุ่มชื้น
  • สารอาหารในสังกะสีจะช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ ทำให้ดูอ่อนเยาว์ขึ้น
  • ดื่มน้ำสะอาดวันละ 8-10 แก้ว สลับกับการดื่มชาเชียว น้ำผักผลไม้ ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิวที่แห้งกร้าน
  • ออกกำลังกายอย่างน้อย วันละ 30 นาที สัปดาห์ละ 4-5 วัน ช่วยกระตุ้นระบบไหลเวียนโลหิต ทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งมีน้ำมีนวล

วิตามินเสริม

  • ควรกินวิตามินเอ 1,000-3,000 ไอยูต่อวัน ช่วยลดริ้วรอยเหี่ยวย่น บำรุงผิวพรรณให้มีสุขภาพดี
  • ควรกินวิตามินซี 500-1,000 มิลลิกรัมต่อวัน เพราะมีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ผิว
  • ควรกินวิตามินอี 400-800 ไอยูต่อวัน ช่วยให้ระบบไหลเวียนดลหิตดี ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น ให้แก่ผิว ทำให้ดูอ่อนกว่าวัย
  • ซีลิเนียม ควรกิน 300 ไมโครกรัมต่อวัน ช่วยปกป้องผิวจากการทำลายของแสงแดด ช่วยลดความเสื่อมของเซลล์ผิว

*หมายเหตุ* การกินวิตามินควรปรึกษาแพทย์ก่อน เพราะอาจมีผลข้างเคียง

อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง

  • ลดการกินอาหารจำพวกแป้งที่ผ่านกระบวนการขัดสี
  • ดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณที่พอเหมาะ การดื่มมากเกินไปจะทำลายเซลล์ผิวให้แก่เร็ว รวมทั้งดื่ม ชา กาแฟ ให้น้อยลง
  • ลดการกินอาหารไขมันสูงจากสัตว์ เช่น เนย มาร์การีน ครีม ชีส หรือหนังสัตว์ติดมัน
  • จำกัดปริมาณการกินโปรตีนจากสัตว์ให้น้อยลง

ข้อแนะนำ

  • ทาครีมที่มีส่วนผสมของโคเอนไซม์คิวเทน ช่วยลดริ้วรอยเหี่ยวย่นและเพิ่มการผลิตคอลลาเจน
  • ออกกำลังกายย่างสม่ำเสมอ ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง และลดความเครียดอันเป็นต้นเหตุของการเกิดริ้วรอย
  • สตรีมีครรภ์ห้ามกินกรดวิตามินเอ เนื่องจากอาจทำให้แท้งบุตรได้

อาหารบำรุงฟัน

อาหารบำรุงฟัน

อีกหนึ่งผู้ช่วยที่สำคัญที่ช่วยให้ทุกระบบในร่างกายได้รับสารอาหาร นั่นก็คือ ฟัน ที่มีหน้าที่เคี้ยวอาหารก่อนที่จะนำส่งไปยังกระเพาะอาหารทำหน้าที่ต่อไป พร้อมยังทำหน้าที่ช่วยในการออกเสียง ดังนั้น จึงไม่แปลก เมื่อฟันหน้าบางซี่หลุดไปจึงมีผลทำให้ออกเสียงพยัญชนะบางตัวไม่ชัดเจน และยังเป็นส่วนเสริมบุคลิกภาพอีกด้วย
การดูแลสุขภาพช่องภาพถือเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพื่อรักษาให้ฟันแข็งแรง ป้องกันไม่ให้เกิดโรคที่เกี่ยวข้องกับเหงือกและฟัน การกินอาหารจึงมีส่วนช่วยให้ฟันแข็งแรงและคงอยู่นาน หากต้องสูญเสียฟันอาจจะทำให้การเคี้ยวอาหารและการออกเสียงมีปัญหาตามมา ถึงแม้ว่าจะแก้ไขปัญหาด้วยการนำฟันปลอมมาใช้แทนก็ตาม

โภชนาการและการบำบัดแบบธรรมชาติ

  • กินอาหารที่มีประโยชน์ต่อฟันให้ครบ 5 หมู่
  • เลือกกินผลไม้ที่มีน้ำตาลน้อยเป็นอาหารว่าง เช่น แตงโม ฝรั่ง แทนขนมหวานต่างๆ
  • ไอโอดีน ช่วยรักษาฟันให้แข้งแรง แหล่งที่พบได้แก่ สาหร่ายทะเล หอมหัวใหญ่ อาหารทะเล กุ้ง หอย ปู และเกลือไอโอดีน
  • ปลา สัตว์ปีก ไข่ ถั่ว มีแร่ฟอสฟอรัส ซึ่งช่วยดูแลเหงือกและฟันให้มีสุขภาพที่ดี
  • วิตามินเอ เช่น น้ำมันตับปลา นม ไข่ แครอท แอตริคอต ผักใบเขียว ช่วยเสริมสร้างให้ฟันเจริญเติบโตและแข็งแรง
  • กินผักผลไม้ที่มีวิตามินซี เช่น ส้ม ฝรั่ง คะน้า จะช่วยให้เหงือกและฟันมีสุขภาพที่ดี
  • ดื่มนมพร่องมันเนย กินโยเกิร์ต และเนยแข็ง เพราะมีแคลเซียมที่ช่วยให้ฟันแข็งแรง รวมทั้งลดกรดในช่องปาก

วิตามินเสริม

  • วิตามินเอ ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของฟัน ช่วยเคลือบฟัน ควรกินวันละ 700 ไมโครกรัมต่อวัน
  • วิตามินซี 500 มิลลิกรัมต่อวัน ช่วยผลิตคอลลาเจน เพื่อนำไปใช้ในการสร้างฟัน มีผลต่อสุขภาพของเหงือกและฟัน
  • แม็กนีเซียม ควรกิน 250-500 มิลลิกรัมต่อวัน เพื่อช่วยรักษารากฟันให้แข็งแรงและมีสุขภาพที่ดี

*หมายเหตุ* การกินวิตามินควรปรึกษาแพทย์ก่อน เพราะอาจมีผลข้างเคียง

อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง

  • ลดการกินอาหารหวาน ขนมหวาน อาหารผสมน้ำตาล คาราเมล
  • หลีกเลี่ยงกาดื่มน้ำหวาน น้ำอัดลม และน้ำผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว ซึ่งเป็นตัวทำลายสารเคลือบฟัน
  • หลีกเลี่ยงอาหารเหนียวหนืดที่สามารถติดตามซอกฟัน และอาหารที่มีรสเปรี้ยว เพราะจะทำให้ฟันกร่อนและมีรูปร่างเปลี่ยนแปลงไป

ข้อแนะนำ

  • เพื่อสุขภาพปากและฟัน ควรแปรงฟันอย่างน้อย วันละ 2 ครั้ง
  • ใช้ยาสีฟันที่มีส่วนผสมของฟลูออไรด์เพื่อป้องกันฟันผุ
  • ควรเลือกใช้แปรงขนนุ่ม เพื่อป้องกันการสึกกร่อนของฟัน และยังช่วยให้ทำความสะอาดได้ทุกซอกทุกมุมมากขึ้น
  • ใช้ไหมขัดฟัน และน้ำยาบ้วนปาก เพื่อป้องกันเศษอาหารติดค้างฟัน
  • หลีกเลี่ยงการทำลายฟันด้วยกาใช้ฟันกัดแทะของแข็ง
  • หลังการกินอาหาร ให้กินเนยแข็งตาม เพื่อลดกรดในปากและป้องกันฟันผุ
  • ควรพบทันตแพทย์ทุกๆ 6 เดือน เพื่อเช็คสุขภาพเหงือกและฟัน

ไซนัสอักเสบ

ไซนัสอักเสบ

สาเหตุของโรคไซนัสอักเสบ
การติดเชื้อไวรัส แบคทีเรีย หรือภุมิแพ้ ทำให้เกิดการอักเสบขึ้นของเนื้อเยื่อบุโพรงจมูก ซึ่งอยู่ภายในกะโหลกศีรษะ บริเวณหลังตา หน้าผาก จมูก และโหนกแก้ม และอาจลามมาเป็นไซนัสอักเสบในที่สุด โดยส่วนมากเกิดขึ้นบ่อยในผู้ที่มีภูมิต้านทานต่ำและผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้

อาการ
1. มีอาการอักเสบที่เยื่อบุโพรงจมูก มีน้ำมูกไหลมาก ทำให้หายใจไม่สะดวก
2. บางรายอาจมีอาการปวดศีรษะ เป็นไมเกรน มีเลือดกำเดาไหล
3. ไอ เจ็บบริเวณใบหน้า มีไข้
สำหรับผู้ป่วยเป็นไซนัสอักเสบเรื้อรัง ควรรีบรักษาก่อนจะลามไปส่วนอื่นของร่างกาย

โภชนาการและการบำบัดแบบธรรมชาติ
– กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ 3 มื้อ โดยเน้นอาหารที่ดีต่อสุขภาพ
– การกินอาหารที่มีไฟเบอร์สูง ช่วยลดน้ำมูกและป้องกันการเกิดไซนัส
– เลือกกินอาหารทะเล กุ้ง หอย หอยนางรม ปู เนื้อหมู เนื้อไก่ ถั่ว ผักใบเขียว เพื่อให้ร่างกายได้รับแร่สังกะสี เพื่อสร้างภูมิต้านทานแก่ร่างกาย
– กินผักผลไม้ เพื่อให้ได้รับวิตามินซีและไบโอตินฟลาโวนอยด์ (Bioflavono) เพื่อป้องกกันการอักเสบ ต่อต้านเชื้อแบคทีเรียและไวรัส
– เพิ่มการกินวิตามินบีรวม ซึ่งพบได้จากธัญพืช ถั่ว และผักผลไม้
– น้ำมันเมล็ดดอกทานตะวัน น้ำมันงา น้ำมันมะกอก น้ำมันถั่วเหลือง ควรกินแทนไขมันจากสัตว์
– ดื่มน้ำผัก ผลไม้สด (ห้ามใส่น้ำตาล) เช่น น้ำส้ม น้ำสับปะรด น้ำมะนาว น้ำแอปเปิล ในน้ำผักผลไม้จะมีเอนไซม์ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ช่วยป้องกันการติดเชื้อ
– พักผ่อนนอนหลับให้เพียงพอและกินอาหารที่ดี จะช่วยให้การอักเสบทุเลาลง

วิตามินเสริม
– วิตามินซี ควรกินวันละ 500-1,000 มิลลิกรัมต่อวัน ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกายและรักษาการอักเสบให้หายเร็วขึ้น
– สังกะสี ควรกินวันละ 15-30 มิลลิกรัมต่อวัน สังกะสีมีความจำเป็นต่อเนื้อเยื่อและสร้างภูมิคุ้มกันโรค
– โคเอนไซม์คิวเทน ควรกินวันละ 60-80 มิลลิกรัมต่อวัน ช่วยสร้างภุมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย ลดอาการเจ็บปวดเนื่องจากการอักเสบของเยื่อบุโพรงจมูก
หมายเหตุ การกินวิตามินเสริมควรปรึกษาแพทย์ก่อน เพราะอาจมีผลข้างเคียง

อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง
– หลีกเลี่ยงอาหารที่ทำให้เกิดภูมิแพ้
– ลดกากินผลิตภัณฑ์จากนม เช่น นมวัว เนย มาร์การีน ชีส รวมถึงแป้งสาลี ไข่ขาว ถั่วเหลือง ถั่วลิสง เพื่อลดการเกิดน้ำมูกไหลมาก
– หลีกเลี่ยงการกินอาหารที่มีไขมันอิ่มตัว อาหารไขมันสูง ลดปริมาณการกินอาหารที่มีเกลือและน้ำตาลลง

ข้อแนะนำ
– ห้ามสูบบุหรี่โดยเด็ดขาด เพื่อป้องกกันการทำลายเยื่อบุโพรงจมูก
– หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่ที่อากาศเย็น หนาวจัด หรือสถานที่ที่มีมลพิษ ควันเสีย หรือแม้แต่น้ำหอมก็ห้าม