มะเร็งเต้านม

มะเร็งเต้านม

มะเร็งเต้านม เป็นหนึ่งโรคส่งผลให้ประชากรลดลง และเป็นโรคที่เป็นสาเหตุให้เพศหญิงเสียชีวิตเป็นอันดับต้นๆ นักวิจัยกล่าวว่า ผู้หญิงทุกคนเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งเต้านมกันทั้งนั้นแต่จะแตกต่างกันไปเนื่องจากการดำเนินชีวิตของแต่ละบุคคล ซึ่งเราสามารถป้องกันได้ ด้วยกากินอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และไม่เสพของมึนเมา

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เพศหญิงเป็นมะเร็งเต้านม ได้แก่

  1. การบริโภคอาหารที่มีไขมันสูงจากสัตว์ และกินอาหารที่มีไฟเบอร์ต่ำ
  2. ผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ครั้งแรกตอนอายุ 30-35 ปี
  3. ความอ้วน ฮอร์โมนเอสโตรเจน ก็มีส่วนก่อให้เกิดมะเร็งเต้านมที่อาศัยอยู่ในเซลล์ไขมัน คนอ้วนจึงเสี่ยงที่จะเป็นโรคนี้มากกว่า
  4. ประวัติครอบครัว หากเคยมีใครเป็นโรคมะเร็งเต้านม โอกาสที่ลูกหลานจะเป็นโรคก็จะสูงตามไปด้วย
  5. โรคที่เกี่ยวข้องกับเนื้อเยื่อเต้านม
  6. ยาที่ผสมฮอร์โมนเอสโตรเจน เช่น ยาคุม
  7. อายุ เช่น ผู้หญิงวัยทองมีโอกาสเสี่ยงต่อโรคนี้มากกว่าวัยอื่น

 

อาการของโรค

ในระยะแรกผู้ป่วยจะยังไม่มีอาการใดๆเกิดขึ้น เพียงแต่มีก้อนเนื้อที่เต้านมหนาและแข็ง แต่หากปล่อยไว้นานจะมีอาการดังต่อไปนี้

  1. ก้อนเนื้อที่พบมีขนาดใหญ่ขึ้น
  2. เต้านมมีรูปร่างเปลี่ยนไปจากเดิม เต้านมข้างหนึ่งอาจจะสูงกว่าอีกข้าง
  3. ผิวหนังบริเวณเต้านมมีรอยบุ๋ม หือหัวนมมีรอยบุ๋มและมีของเหลว เช่น เลือด หรือน้ำเหลืองไหลออกมา
  4. ต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้โตผิดปกติ

 

โภชนาการและการบำบัดแบบธรรมชาติ

  • ในอาหารแต่ละมื้อ ควรกินผักและผลไม้ในปริมาครึ่งหนึ่ง เพื่อให้ร่างกายได้รับวิตามินเพียงพอ
  • กินอาหาร ผัก ผลไม้ให้มากขึ้น โดยเฉพาะผัก ผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น วิตามินซี วิตามินอี วิตามินเอ เป็นต้น
  • เพิ่มการกินอาหารที่มีกากใยมากขึ้น
  • เน้นการกินอาหารที่มีกากใยมากขึ้น
  • เน้นการกินผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลืองให้มากขึ้น เช่น นมถั่วเหลือง เต้าหู้ ถั่วงอก นอกจากจะไม่ทำให้อ้วนแล้วยังช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งเต้านมอีกด้วย
  • กินอาหารเพื่อสุขภาพ อาทิ ข้าวกล้อง ผัก ผลไม้ปลอดสารพิษ เนื้อปลา น้ำมันมะกอก
  • ออกกำลังกายเป็นประจำ เพื่อช่วยให้ร่างกายเผาผลาญไขมันที่ไม่จำเป็น และลดโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็ง
  • ควรตรวจเต้านมเป็นประจำทุกเดือน ถ้าไม่แน่ใจจากการตรวจด้วยตนเอง ควรได้รับการตรวจจากแพทย์

 

วิตามินเสริม

  • วิตามินซี ควรกิน 800-1,000 มิลลิกรัมต่อวัน จะช่วยยับยั้งการเกิดมะเร็ง
  • เบต้าแคโรทีน ควรกินวันละ 50,000-100,000 ไอยูต่อวัน ในเบต้าแคโรทีนมีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดการเกิดมะเร็ง แหล่งอาหารที่พบได้แก่ แครอท มะละกอ แคนตาลูป
  • Genistein พบมากในผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง ช่วยลดความเสี่ยง ต่อการเป็นโรคมะเร็งได้มาก งานวิจัยกล่าวว่า หญิงชาวญี่ปุ่นและชาวจีนเป็นโรคมะเร็งน้อยกว่าร้อยละ 1 ดังนั้นจึงควรกินผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลืองประมาณ 75 กรัมต่อวัน

*หมายเหตุ* การกินวิตามินควรปรึกษาแพทย์ก่อน เพราะอาจมีผลข้างเคียง

 

อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง

  • ลดการกินอาหารที่มีไขมันสูง ซึ่งจะช่วยเพิ่มระดับฮอร์โมนเอสโตรเจน ทำให้เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านมมากขึ้น
  • ระวังเรื่องการกินอาหารเผ็ดร้อนมากๆ อาหารทอด และไขมันอิ่มตัว
  • ลดการกินน้ำตาลและเกลือให้น้อยลง
  • กินเนื้อสัตว์ในปริมาณที่ลดลง
  • ลดการดื่มแอลกอฮอล์ เนื่องจากผลการวิจัยระบุว่าผู้หญิงที่ดื่มปริมาณมาก วันละ 1-2 ครั้งทุกวัน มีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นมะเร้งเต้านมถึง 50%
  • หลีกเลี่ยงการกินอาหารที่สารกันบูด อาการใส่สีอาหารหมักดอง

 

ข้อแนะนำ

  • ไม่ควรใส่เสื้อในเกิน 12 ชั่วโมงต่อวัน เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านม
  • อย่าเลือกซื้อชุดชั้นในที่มีขนาดเล็กกว่าทรวงอก เพาะจะขัดขวางการทำงานของต่อมน้ำเหลือง
  • ควรหลีกเลี่ยงรังสีและการเอ็กซเรย์

ไมเกรน

โรคปวดศีรษะก็มีหลายแบบ ไมเกรนก็เป็นโรคหนึ่ง ที่เกิดขึ้นได้จากสิ่งกระตุ้น ได้แก่ อาหา ฮอร์โมน ความเครียด และสภาพอากาศ เป็นเหตุให้หลอดเลือดแดง บริเวณศีรษะและบริเวณท้ายทอยหดตัวลงอย่างฉับพลัน ทำให้ปริมาณเลือดและออกซิเจนไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ

ไมเกรน

มักเกิดขึ้นกับ

  • ผู้หญิงช่วงวัย 25-40 ปี ที่มีฮอร์โมนเพศในระดับต่ำลง ผู้ชายในวัยดังกล่าวก็เช่นกัน
  • ผู้ที่มีระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ
  • ขาดสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายหรือสภาวะที่ร่างกายขาดน้ำ
  • ผู้ที่เจอสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย เช่น อากาศร้อนจัด หนาวจัด สถานที่ที่มีเสียงดังรบกวน
  • ความเครียด ฯลฯ

 

อาการ

  1. คลื่นไส้อาเจียน วิงเวียนศีรษะ เห็นแสงสว่างวูบวาบ อ่อนเพลีย
  2. ปวดศีรษะข้างเดียว ข้างใดข้างหนึ่ง และค่อยๆแพร่กระจายไปทั่วศีรษะ คล้ายกับโดนเข็มหมุดทิ่มแทง
  3. อาการปวดอาจจะใช้เวลา 1 ชั่วโมง ถึง 3 วัน

 

โภชนาการและการบำบัดแบบธรรมขาติ

  • กินอาหารครบ 3 มื้อ อย่าอดมื้อใดมื้อหนึ่ง ที่สำคัญมาก คือ มื้อเช้า และต้องกินให้ครบ 5 หมู่ เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารครบถ้วน
  • ในระยะเวลาที่เป็นไมเกรน ควรกินอาหารไขมันต่ำ อาหารเบาๆ เพื่อรักษาระดับน้ำตาลในเลือด
  • เพิ่มการกินขิงในการประกอบอาหารหรือชงดื่ม ช่วยลดอาการปวดไมเกรนได้
  • กินกรดไขมันที่ดีจากน้ำมันปลา น้ำมันมะกอก น้ำมันเมล็ดดอกทานตะวัน น้ำมันดอกคำฝอยอย่างเพียงพอ ช่วยลดการจับตัวของเซลล์เม็ดเลือดแดง ซึ่งทำให้เกิดไมเกรน
  • เน้นอาหารจำพวกปลา บริเวอร์ยีสต์ อะโวคาโด ลูกพรุน อินทผลัม ที่เป็นอาหารที่มีสารไนอะซิน ช่วยป้องกันและบรรเทาการเกิดไมเกรน
  • ดื่มน้ำมากๆอย่างน้อยวันละ 8-10 แก้ว ช่วยบรรเทาอาการปวดไมเกรนได้เป็นอย่างดี
  • กินยาแก้ปวด เช่น ยาแอสไพริน ยาพาราเซตามอล หรือดื่มน้ำที่ผสมโซเดียมไบคาร์บอเนต 2 ช้อนชา เพื่อลดอากาปวดศีรษะ
  • ออกกำลังกายเป็นประจำ จะช่วยลดความเครียดได้ดี เมื่อไม่เครียด อาการปวดก็จะลดลงตามไปด้วย

วิตามินเสริม

  • วิตามินบี 6 ควรกิน 1-2 มิลลิกรัมต่อวัน เพื่อช่วยควบคุมการทำงานของเนื้อเยื่อและสมองให้เป็นปกติ
  • แคลเซียม ควรกิน 1,500 มิลลิกรัมต่อวัน ช่วยลดอาการเกร็งกล้ามเนื้อและอาการปวดศีรษะ คลายความเครียดและวิตกกังวล
  • แม็กนีเซียม ควรกิน 450 มิลลิกรัมต่อวัน ช่วยลดอาการปวดไมเกรนได้ดี
  • โคเอนไซม์คิวเทน ควรกินวันละ 100-150 มิลลิกรัม เป็นระยะเวลา 3 เดือนติดต่อกัน เพื่อช่วยลดอากาปวดไมเกรนสำหรับผู้ที่เกิดอาการบ่อย

*หมายเหตุ* การกินวิตามินควรปรึกษาแพทย์ก่อน เพราะอาจมีผลข้างเคียง

 

อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง

  • ลดการกินอาหารที่มีสารของ Tyramine และ Phenylalanine อันได้แก่ เบียร์ ไวน์ ชีส ปลารมควัน โยเกิร์ต ซึ่งทำให้หลอดเลือดหดตัว ส่งผลให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวก
  • ลดปริมาณการกินเนื้อสัตว์ เช่น เนื้อวัว เนื้อหมู ไส้กรอก เบคอน แฮม รวมถึงไข่และหอย
  • ผลไม้ เช่น สับปะรด ลูกเกด ลูกพรุน กล้วย ส้ม ผลไม้แห้ง ควรงดในระหว่างที่เกิดไมเกรน
  • จำกัดอาหารที่มีไขมันสูง ชีส นมไขมันสูง ช็อกโกแลต ไอศกรีม
  • เครื่องดื่มจำพวก เหล้า เบียร์ ไวน์ น้ำอัดลม ชา กาแฟ ควรหลีกเลี่ยงหรือลดปริมาณการดื่มลง
  • อาหารที่ให้ความหมาย คือความหวาน อาหารเค็ม อาหารฟาสต์ฟู้ด อาหาใส่สี ไม่ควรกินอาหารที่ใส่ผงชูรสแต่งกลิ่นและสี

ข้อแนะนำ

  • ลดความเครียด เพื่อหลีกลเยงอาการปวดศีรษะจากไมเกรน
  • หากสูบบุหรี่ ควรลดปริมาณการสูบลง

อาหารบำรุงครรภ์

อาหารบำรุงครรภ์

หลังจากที่แต่งงานแล้วผู้หญิงหลายคนที่พร้อมจะมีครอบครัวก็ฝันอยากมีบุตร ในช่วงการตั้งครรภ์บุตรนั้นถือว่าเป็นช่วงที่สำคัญอีกช่วงหนึ่ง เนื่องจากผู้หญิงจะมีการเปลี่ยนแปลงในด้านฮอร์โมนของร่างกายและอารมณ์ จำเป็นจะต้องดูแลเรื่องอาหารการกินที่ดีต่อสุขภาพร่างกาย และดูแลสุขภาพด้านจิตใจควบคู่กันไปอย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงการเจริญเติบโตของลูกน้อยที่อยู่ในครรภ์ เพราะอาหารไม่เพียงมีผลต่อแม่แล้วก็ยังส่งผลต่อเนื่องไปยังลูกด้วยเช่นกัน ถ้าได้รับอาหารที่ไม่เพียงพอ ไม่มีคุณค่า ขาดสารอาหาร ก็จะทำให้ลูกน้อยออกมาไม่สมบูรณ์ได้ เสี่ยงต่อการพิการด้านสมองและร่างกาย

โภชนาการและการบำบัดแบบธรรมชาติ

  • กินอาหารที่เป็นประโยชน์ให้ครบ 5 หมู่ และหลากหลาย โดยเฉาะอย่างยิ่งอาหารจำพวกที่มีใยอาหารสูง ไม่ว่าจะเป็นผัก ผลไม้ ถั่วต่างๆ ธัญพืช เพื่อให้ร่างกายได้รับวิตามิน แร่ธาตุต่างๆหลายชนิด
  • เลือกกินข้าวที่ไม่ขัดสี มะเขือเทศ หัวหอม เครื่องในสัตว์ ไก่ ไข่ อาหารทะเล เพื่อช่วยป้องกันโรคปัญญาอ่อนของเด็กในครรภ์
  • กินอาหารที่อุดมด้วยแคลเซียม เช่น นม โยเกิร์ต ปลาซาร์ดีน ถั่ว งา ผักใบเขียว
  • กินอาหารที่ปลอดสารพิษ ปลอดจากยาฆ่าแมลงและปุ๋ยเคมี
  • ป้องกันการเกิดอาหารแพ้ท้อง ควรกินแตงกวา น้ำมะนาว น้ำส้มคั้นสด หรือกินอาหารที่มีวิตามินเค เช่น กะหล่ำปลี ดอกกะหล่ำ บร็อกโคลี สามารถลดอาการวิงเวียนศีรษะ และอาเจียนได้
  • เพิ่มการดื่มน้ำผลไม้แทนการดื่มน้ำชา ช่วยเพิ่มธาตุเหล็กในระหว่างการตั้งครรภ์
  • กินกรดไขมันโอเมก้า -3 ซึ่งนักวิจัยระบุว่า กรดไขมันโอเมก้า -3 มีความจำเป้นต่อการพัฒนาของสมองและตาของทารก พบได้มากในปลาซาร์ดีน ปลาแมคคาเรล ปลาแซลมอน และปลาทู
  • ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอในแต่ละวัน อย่างน้อยวันละ 8-10 แก้ว
  • ออกกำลังกายเป็นประจำ เพื่อให้คุณแม่และทารกมีร่างกายที่แข็งแรง อารมณ์ดี และช่วยให้คลอดง่าย

วิตามินเสริม

  • แคลเซียม ควรกิน 400-500 มิลลิกรัมต่อวัน เพราะเป็นร่าตุที่มีความจำเป็นต่อผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์ ช่วยสร้างกระดูกและฟันให้กับทารก
  • วิตามินดี ควรกิน 10 ไมโครกรัมต่อวัน ช่วยให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมได้ดี
  • กรดโฟลิก ควรกิน 4-5 มิลลิกรัมต่อวัน เพื่อให้แม่และทารกแข็งแรง ป้องกันการพิการของทารก เป็นแร่ธาตุที่มีความสำคัญที่แม่จะขาดไม่ได้
  • วิตามินบี 6 ควรกินวันละ 2 มิลลิกรัมต่อวัน ป้องกันอาการแพ้ท้องและการแท้งของเด็กในครรภ์

*หมายเหตุ* การกินวิตามินควรปรึกษาแพทย์ก่อน เพราะอาจมีผลข้างเคียง

อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง

  • ห้ามกินอาหารสุกๆ ดิบๆ เนื้อสด ไข่ลวก เนยเหลว เพื่อป้องกันเชื้อแบคทีเรีย
  • หากต้องการกินไข่ ให้กินทั้งไข่ขาวและไข่แดง
  • ลดการดื่มชา กาแฟ ซึ่งมีส่วนผสมของกาเฟอีนและสารแทนนิน ทำให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กได้น้อยลง และทำให้เกิดผลเสียต่อเด็กในครรภ์
  • จำกัดปริมาณการกินเกลือ อาหารเค็ม เพื่อป้องกันการเกิดโรคความดันดลหิตสูงในระหว่างตั้งครรภ์
  • ลดการกินน้ำตาล เนื่องจากจะเพิ่มน้ำตาลในร่างกาย จะทำให้น้ำตาลในเลือดไม่สมดุล ก่อให้เกิดโรคเบาหวานซึ่งเป็นอันตรายต่อเด็กในครรภ์
  • ห้ามดื่มแอลกอฮอล์ ไม่ว่าจะเป็นประเภทใดก็ตาม เพราะเป็นอันตรายต่อเด็กในครรภ์
  • งดอาหารที่มีไขมันอิ่มตัว ไขมันสูงจากสัตว์

ข้อแนะนำ

  • หากเกิดอาหารแพ้ท้อง อาจจะดื่มน้ำขิงเพื่อลดอาการ
  • ควรแบ่งอาหารออกเป็นหลายๆมื้อ แต่ครั้งละน้อยๆ และกินเมื่อหิวเท่านั้น
  • คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ ห้ามอดอาหารมื้อใดมื้อหนึ่ง เพราะจะทำให้เด็กได้รับสารอาหารไม่ครบถ้วน ไม่เพียงพอ
  • ระหว่างตั้งครรภ์คุณแม่อาจจะมีอารมณ์แปรปรวน การฟังเพลงคลาสสิก จะช่วยให้อารมณ์ดีขึ้น และสงบลง